หัวใจสำคัญในการลงทุนธุรกิจ

ในอนาคตมีนักวิชาการคาดการณ์ว่า มนุษย์เงินเดือนจะลดลง เพราะคนรุ่นใหม่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองกันมากขึ้น ปัจจุบันคนรุ่นใหม่เริ่มหันมาใส่ใจการลงทุน สังเกตได้จากมีคอร์สสัมมนามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Self-Development, Creativity, การลงทุนในหุ้น การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ การทำ Startup, Tech-start up ไปจนถึงการสอนการทำธุรกิจ Entrepreneurship ซึ่งก่อนที่หลายคนจะเริ่มหันมาลงทุนนั้น จำเป็นต้องหาเงินก่อนซึ่งส่วนมากมักเริ่มต้นด้วยการทำธุรกิจส่วนตัว ซึ่งหัวใจสำคัญในการลงทุนธุรกิจ

1. ด้านคน : คุณต้องค้นหาตัวตน สิ่งที่ชอบ สิ่งที่หลงใหล และศักยภาพของตนเองให้เจอก่อนว่า คุณเหมาะกับธุรกิจประเภทใดใน 3 ด้านที่กล่าวมาข้างต้น นอกจากการค้นหาตัวเองแล้ว คุณจำเป็นต้องค้นหาบุคลากรหรือทีมงานที่จะทำงานร่วมกับคุณด้วย ถึงแม้การทำธุรกิจอาจเริ่มต้นเพียงคนไม่กี่คน แต่ถ้าความคิดและความต้องการแตกต่างกันก็ทำให้ธุรกิจเติบโตได้ยาก นอกจากการเลือกคนมาร่วมงานกับคุณแล้ว คุณยังต้องเรียนรู้วิธีการบริหารทีมงานเพื่อให้ทุกคนได้ทำงานอย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพอีกด้วย

2. ด้านเทคนิค : คือการจัดการด้านเทคนิค การจัดการด้านผลิตภัณฑ์ ซึ่งจำเป็นที่จะต้องศึกษาค้นหาความรู้เพิ่มเติม ทั้งจากการอ่านและการเรียนในคอร์สสัมมนาต่าง ๆ ที่เอื้อต่อธุรกิจของคุณ ข้อนี้นับเป็นการลงทุนก้อนแรกก่อนเริ่มดำเนินธุรกิจ ซึ่งข้อนี้สำคัญมาก ๆ ด้วยเช่นกัน นอกจากคุณจะต้องรู้ในธุรกิจที่คุณจะทำแล้ว คุณยังต้องศึกษาการที่จะได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ (Product) และบริการที่ดีและแตกต่างจากผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่มีอยู่ในท้องตลาด

3. ด้านการตลาด : การตั้งราคา การเจรจา คุณจะต้องเรียนรู้ทุกเรื่องของการตลาด ไม่ว่าจะเป็นการทำแบรนด์ การตลาดทั้ง Online และ Offline การวางแผนธุรกิจ ไปจนถึงการวิเคราะห์สถานการณ์ทั้งภายในและภายนอก (SWOT Analysis) ไปจนถึงการขายสินค้าและบริการให้ถึงมือผู้บริโภค

4. ด้านการเงิน : หัวใจข้อนี้สำคัญมาก ๆ เช่นกัน คุณต้องรู้วิธีการให้ได้มาซึ่งต้นทุนที่ต่ำที่สุด หลายทฤษฎีกล่าวไว้ว่า “การได้มาซึ่งกำไรที่มากที่สุดนั้น ได้มาจากการได้มาซึ่งต้นทุนที่ถูกที่สุด” ดังนั้นเรื่องเงินจึงเป็นสิ่งจำเป็น ปฏิเสธไม่ได้ว่าธุรกิจ SMEs หรือธุรกิจที่เริ่มเติบโตนั้นมาจากเงินกู้หรือสินเชื่อ SMEs บางคนอาจมีต้นทุนทางการเงินแต่ไม่มาก หรือบางคนมีต้นทุนเพียงแค่ความคิดและความสามารถเท่านั้น

การส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจการนำเข้า-ส่งออกสินค้า

14-02-2012-2a1qปัจจุบันนี้ธุรกิจการนำเข้า-ส่งออกสินค้ามีการขยายตัวเติบโตมากขึ้นตามความเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ และการตกลงทางการค้าว่าด้วยเขตการค้าเสรี (FTA)โดยมีหลักการที่พยายามลดอุปสรรคทางการค้าลง โดยเฉพาะการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีระหว่างคู่สัญญาเนื่องจากขั้นตอนการนำเข้าสินค้ามีขั้นตอนที่ยุ่งยาก และมีปัญหาทางด้านต้นทุนผู้ประกอบธุรกิจนำเข้าสินค้าจะต้องทำความเข้าใจและศึกษาข้อปฏิบัติให้ถูกต้อง เพื่อให้การประกอบธุรกิจนำเข้าสินค้าเป็นไปอย่างสะดวกและได้รับผลสำเร็จคุ้มค่ากับความตั้งใจการลงทุน การจัดทำแผนธุรกิจเพื่อเป็นแนวทางของการหาแหล่งผลิตสินค้า การผลิต การกระจายสินค้าเข้าสู่ตลาดเป้าหมาย ซึ่งผู้ประกอบการนำเข้าสินค้าควรที่จะต้องศึกษาเกี่ยวกับระเบียบพิธีการนำเข้าสินค้าของกรมศุลกากรที่ว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีอากรสำหรับสินค้าที่นำเข้า สินค้าเป็นสินค้าต้องห้ามหรือสินค้าต้องกำกัด การขนส่งสินค้า สิทธิประโยชน์ตามความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) การประกันภัยสินค้า การชำระเงินค่าสินค้าผ่านธนาคาร

เรื่องเงินทุนหมุนเวียน คือสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจ ดังนั้นผู้ประกอบการควรที่จะเสริมสภาพคล่องทางการเงินไว้ให้มากโดยเฉพาะการส่งออก นอกจากนี้การทำประกันการซื้อขายสินค้ายังเป็นอีกทางเลือกที่ดีที่ควรมองไว้ด้วย เนื่องจากการออกไปบุกเบิกลุยทำธุรกิจยังต่างประเทศถือว่ามีความยากในระดับที่สูงกว่าการทำในประเทศบ้านเกิดหลายเท่าตัวนัก ส่วนสำคัญที่สุดก็คงหนีไม่พ้นในเรื่องของความแตกต่างเฉพาะตัวที่ยากจะเข้าถึงได้ ไหนจะมีเรื่องของความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนทางการเงินที่วิ่งอยู่ตลอดเวลาไม่เคยหยุดอยู่กับที่

การเริ่มทำธุรกิจส่งออก ผู้ประกอบการควรเลือกสินค้าโดยทดลองสินค้าที่ไม่มากชนิดก่อน พยายามศึกษาถึงกฎระเบียบข้อจำกัดที่เกี่ยวกับสินค้านั้นๆ การกำหนดโควตา หรือการคุ้มครองในประเทศผู้นำเข้าให้ละเอียดก่อน รวมถึงพิจารณาว่าสินค้านั้นสามารถผลิตเองได้ หรือต้องซื้อจากผู้ผลิตรายอื่น หรือเป็นการจ้างผลิต หากเป็นการจ้างผลิต ผู้ส่งออกต้องรู้แหล่งผลิต และอาจจะกระจายการผลิตไปยังผู้ผลิตไปยังผู้ผลิตหลายราย นอกจากนี้ผู้ส่งออกต้องรู้สภาพปัญหาการผลิต การจัดจำหน่าย และการส่งออก มีความรู้เกี่ยวกับช่องทางการจัดจำหน่าย พิธีการและเอกสารที่ใช้ในการส่งออก เพราะสินค้าแต่ละชนิดจะมีข้อกำหนดที่แตกต่างกัน พร้อมทั้งคำนึงถึงค่าใช้จ่าย และภาวะการแข่งขันในตลาด มีมาตรการในการควบคุมคุณภาพสินค้า ความพร้อมในการออกแบบสินค้า หรือปรับปรุงสินค้าให้เหมาะสมกับผู้ซื้อ

การศึกษาแนวโน้มการแข่งขันกันทางธุรกิจในอนาคต

ในอนาคตอันใกล้นี้ ทรัพยากรมนุษย์จะกลายเป็นทรัพยากรสำคัญของการทำธุรกิจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยธุรกิจชั้นนำที่ไหนๆ ก็มักจะสอนเราว่า “ทรัพยากรมนุษย์เป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของบริษัท” แต่ในทางปฏิบัติจริง เราแน่ใจเพียงใดว่า เราดูแลทรัพยากรมนุษย์ของเราอย่างดีที่สุดแล้ว

หากมองในแง่วิชาการแล้ว คำตอบคือไม่ แม้แต่การศึกษาระดับปริญญาโทก็เพิ่งจะเริ่มจัดการเรียนการสอนด้านการจัดการและพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ แสดงให้เห็นว่าเราพากันละเลยความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์อันเป็นรากฐานความสำเร็จของบริษัท ทัศนคติในการทำธุรกิจถูกปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับโลกธุรกิจปัจจุบัน พนักงานที่ยอดเยี่ยมและมีความสามารถทั้งหลายล้วนทำงานอยู่ในสายการบัญชีและการตลาด

เราพบเห็นพฤติกรรมเหล่านี้ในธุรกิจทุกระดับ ผมเองโตขึ้นมากับการทำธุรกิจค้าปลีกและส่งร่วมกับพ่อของผม หลังจากพ่อตัดสินใจได้ว่าจะใช้ทำเลตรงไหน พ่อก็เริ่มกังวลว่าร้านของพ่อจะทำยอดขายไปรอดหรือไม่ จากนั้นก็คิดต่อไปว่าพ่อจะมีรายได้เท่าไร การทำบัญชีจึงเป็นคำตอบของปัญหาเหล่านี้ นักบัญชีจึงได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นที่ต้องการของผู้บริหารธุรกิจทุกราย

เมื่ออุตสาหกรรมโตขึ้น ความเข้มข้นของการแข่งขันเริ่มถ่ายโอนมาอยู่ที่การตลาดเพื่อมวลชน มากกว่าการขายสินค้าแก่ลูกค้ารายย่อย การตลาดเพื่อมวลชนจึงมีพลังมหาศาล ยุคการตลาดที่บุกเบิกโดยฟิลลิป คลอตเลอร์ นั้นคงอยู่นานเกือบ 3 ทศวรรษ เหตุที่การตลาดขยับชั้นขึ้นมาอยู่แนวหน้าเป็นเวลานานขนาดนั้น เพราะการตลาดเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่เกี่ยวพันกับมนุษย์มานาน กว่าจะมีศักยภาพมากมายอย่างที่เห็น ปัจจุบันเราพบผู้สำเร็จการศึกษาด้านธุรกิจจากมหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด ทั่วไปหมด นักการตลาดทุกคนก็ใช้หนังสือและเทคนิคเดียวกันในการแข่งขันในเชิงธุรกิจ ดังนั้นการแข่งขันกันเพื่อให้ได้เปรียบในเรื่องการตลาดเพื่อมวลชนจึงเป็นสิ่งล้าสมัยเสียแล้ว

บริษัทต่าง ๆ หันกลับไปสู่การบริหารการเงินเมื่อต่างก็ต้องคิดว่าจะต้องลงทุนในการรณรงค์ทางการตลาด อย่างไร บริษัทที่ให้ความสำคัญทางการเงินมากกว่าการตลาด ก็จะเริ่มมองเห็นหุ้นของบริษัทมีราคาสูงขึ้น การบริหารการเงินจึงกลายเป็นโฉมหน้าการแข่งขันในยุคใหม่ อย่างไรก็ตาม การแข่งขันรูปแบบใหม่นี้ ไม่น่าจะอยู่ได้นานนัก เมื่อตลาดเต็มไปด้วยบุคลากรด้านการเงิน

ความเจริญก้าวหน้าทางอินเตอร์เน็ตได้ทำให้โลกเกิดความเปลี่ยนแปลง และเกิดผลกระทบต่อสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชน ชีวิตกลับกลายเป็นยุ่งยากซับซ้อนขึ้น บางคนเปลี่ยนงานได้ง่ายๆ จนเกิดปัญหาเรื่องความต่อเนื่องในการพัฒนาและการเติบโตของบริษัท กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่บริษัททั้งหลายกำลังเผชิญอยู่ คือปัญหาความภักดีในองค์กรซึ่งนับวันจะต่ำลง เมื่องานหาง่าย คนก็เปลี่ยนงานบ่อย ผู้มาใหม่ต้องการเวลาที่จะปรับตัวก่อนจะสามารถทำอะไรให้กับบริษัท การแก้ปัญหานี้ ขึ้นอยู่กับศักยภาพในการพัฒนาและจัดการทรัพยากรมนุษย์ของแต่ละบริษัทเพื่อสร้างความจงรักภักดี ของพนักงานต่อบริษัท ดังนั้นแล้วในอนาคต ทรัพยากรมนุษย์จะกลายเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญขึ้นเรื่อย ๆ ของบริษัทที่ประสบความสำเร็จ

การพัฒนาการศึกษายุคใหม่

การพัฒนาการศึกษายุคใหม่
การศึกษาไทยในยุคปัจจุบัน เป็นการศึกษาในยุคสังคมแห่งการเรียนรู้ การศึกษาช่วยพัฒนาศักยภาพหรือเสริมสร้างพลังที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน ซึ่งสามารถทำได้ตั้งแต่จุดแรกเริ่มและตลอดชั่ววัยของชีวิต ซึ่งเป็นการอบรมบ่มนิสัยในมนุษย์สามารถประพฤติตน เพื่อที่จะอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นในสังคม ดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพในอนาคต และสามารถร่วมสร้างประโยชน์ให้กับสังคมที่ตนอาศัยอยู่ จึงถือได้ว่า การพัฒนาคุณภาพมนุษย์ทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย ด้านจิตใจ ด้านสติปัญญา คุณธรรม ค่านิยม ความคิด ครูก็เป็นคนสำคัญในการสร้างเยาวชนที่ดี และสร้างอนาคตของชาติด้วย
คนไทยยุคปฏิรูปการศึกษา จะเป็นผู้มีความรู้คู่คุณธรรม และมีความสุข เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรมมีจริยธรรม และวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต, สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข เป็นคนไทยที่มองกว้าง คิดไกล ใฝ่สูง มุ่งทำงาน และชาญชีวิต, เป็นผู้ที่คิดเป็น ทำเป็น คิดสร้างสรรค์และรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต, เป็นผู้ที่สามารถสร้างความรู้ใหม่ ประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ รักการทำงาน และมีพลวัตในตนเองสูง, และเป็นคนไทยที่มาตรฐานสากล คือ เป็นผู้มีความสามารถทางด้านภาษาสากล เทคโนโลยีสื่ออิเล็กทรอนิกส์, มีความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมนานาชาติ, มีค่านิยมสากล และสามารถบูรณาการวิถีชีวิตไทยกับสังคมสากลได้อย่างมีความสุข
การศึกษาไทยยุคใหม่
เพื่อให้มีการพัฒนาคนไทยยุคใหม่ เพื่อมีชีวิตที่มีคุณภาพในสังคมไทยยุคใหม่ ภายใต้บริบทสังคมโลกใหม่, การศึกษาไทยยุคใหม่มีลักษณะที่สำคัญ ดังนี้
1. การศึกษาไทยยุคใหม่ เป็นการศึกษาที่มุ่งสร้างคน สร้างงาน และสร้างชาติ, เป็นการศึกษาแบบองค์รวมและบูรณาการ เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ศาสนา และการเมือง เพื่อพัฒนาประเทศยั่งยืน
2. การศึกษาไทยยุคใหม่ ต้องมุ่งสั่งสมทุนปัญญาไทยและทุนปัญญาโลก
3. การศึกษาไทยยุคใหม่ ต้องเน้นผลต่อผู้เรียน ทั้งในระดับนโยบายและระดับการเรียนการสอนโดยกำหนดนโยบายการศึกษาที่คำนึงถึงประโยชน์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ, เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามวิถีที่ถนัดและสนใจ เรียนอย่างสนุก เล่นให้ได้ความรู้ และมีความสุขกับการเรียน, ครูสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ เกิดความเชื่อมั่นในตนเองและมีความสุขกับการทำงาน
4. การศึกษาไทยยุคใหม่ ต้องมุ่งยกระดับงาน ให้เป็นแรงงานคุณภาพที่เข้มแข็ง และแข่งขัน ในมาตรา ๘ ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ยึดหลักสามประการในการจัดการศึกษา คือเป็นการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง, อีกทั้งมาตรา ๙ ได้กำหนด
หลักการสำคัญในการจัดระบบโครงสร้างและกระบวนการจัดการศึกษาไว้ ๖ ประการ คือ
1. มีเอกภาพด้านนโยบายและมีความหลากหลายในการปฏิบัติ
2. มีการกระจายอำนาจสู่เขตพื้นการศึกษา สถานศึกษา และองค์ปกครองส่วนท้องถิ่น
3. มีการกำหนดมาตรฐานการศึกษา และจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับ และประเภทการศึกษา
4. มีหลักการส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา และการพัฒนาครูคณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
5. ระดมทรัพยากรจากแหล่งต่างๆ มาใช้ในการจัดการศึกษา
6. การมีส่วนร่วมของบุคคลครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น.จะเห็นได้ว่า หลักการจัดการศึกษาในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๒ สอดคล้องกับหลักการจัดการศึกษายุคใหม่ เพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นคนไทยยุคใหม่ที่มีคุณภาพ คุณธรรม และคุณค่าแก่สังคมไทย และสังคมโลก มีชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

ปัญหาของการจัดการศึกษาในระบบไทย

ปัญหาของการจัดการศึกษาในระบบไทย
ในปัจจุบัน การศึกษาไทยนั้นตกต่ำลงอย่างมาก และยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ในเร็ววันนี้ ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นแทบจะกลายเป็นปัญหาคาราคาซัง ซึ่งปัญหาเหล่านี้คือปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเหล่าเด็กไทยที่เข้าเรียนในระบบการศึกษาไทย และปัญหาเหล่านี้ แทบจะเห็นกันอย่างชินชา เช่นปัญหาเหล่านี้

  1. คุณภาพการศึกษาพื้นฐานตกต่ำ
    ในการจัดการทดสอบการศึกษาขั้นพื้นฐานในทุกๆปีนั้น ผลที่ออกมามักจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันในทุกๆปี นั่นก็คือ เด็กไทยมีความรู้ต่ำกว่ามาตรฐานอยู่เสมอๆ หรือแม้แต่การศึกษาขององค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ที่รู้กันในชื่อของ PISA พบว่านักเรียนไทยที่จัดได้ว่ามีความรู้วิทยาศาสตร์อยู่ในระดับสูงมีเพียง 1% เท่านั้นเอง ทั้งๆที่เราใช้เวลาในการเรียนการสอนมากกว่า 8 ชม. ต่อวัน PISA ยังพบว่า เด็กไทย 74% อ่านภาษาไทยไม่รู้เรื่อง คือมีตั้งแต่อ่านไม่ออก อ่านแล้วตีความไม่ได้ วิเคราะห์ความหมายไม่ถูก หรือแม้แต่ใช้ภาษาให้เป็นประโยชน์ในการศึกษาวิชาอื่นๆ แต่เรากลับมองสภาพเหล่านี้ด้วยความเคยชิน และยังคงเชื่อว่าลูกหลานของเราจะต้องได้รับการพัฒนาโดยการจัดการศึกษาแบบเดิมๆอย่างทุกวันนี้
  2. ปัญหาของครู

ในประเทศฟินแลนด์ ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่คุณภาพการศึกษาสูงอันดับต้นๆในโลก วิชาชีพที่ประชาชนนิยม และให้การยอมรับนับถือมากที่สุดคือ วิชาชีพครู แต่ในประเทศไทย สังคมกลับเห็นว่าในปัจจุบันวิชาชีพนี้ ไม่เป็นที่นิยมเท่ากับการประกอบอาชีพหมอ หรือวิศวกรตามที่สังคมได้คาดหวัง ประเทศไทยมีการผลิตครูมากถึงปีละประมาณ 12,000 คน ในขณะที่อัตราการบรรจุครูใหม่ในแต่ละปีมีเพียง 3-4 พันคนเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าในแต่ละปี บัณฑิตครูที่จบออกมาใหม่จะมีการตกงานเบื้องต้นเกือบหนึ่งหมื่นคน แต่ในภาพรวมประเทศไทยยังนับว่าขาดแคลนครู โดยเฉพาะครูในสาขาวิชาสำคัญๆ เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษา เป็นต้น ยังพบอีกว่า ไม่มีความชัดเจนทางนโยบายในการที่จะสนับสนุนให้ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาที่ตรงกับเนื้อหาสาระ ในทางตรงกันข้ามยังกลับพบมาตรการในเชิงกีดกันอีกด้วย เช่น การกำหนดให้ผู้ที่จะรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้ต้องไปเรียนเพิ่มเติมอีกอย่างน้อยหนึ่งปี เป็นต้น

  1. ขาดแคลนบัณฑิตแต่บัณฑิตก็ยังตกงาน

ประเทศเราไม่มีแผน และกลไกการกำกับการผลิตกำลังคนเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ ในขณะที่ผู้สำเร็จการศึกษาในบางสาขามีมากมายจนล้นงาน จนพบเนืองๆ ว่า ในการรับสมัครงานบางตำแหน่ง มีผู้สมัครหลายหมื่นคนเพื่อแย่งกันเข้าทำงานที่มีการรับเพียงไม่กี่สิบอัตรา แต่บางสาขาวิชากลับขาดแคลนกำลังคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรม และทางด้านการแพทย์ เราต้องการให้มีผู้เข้าศึกษาสายอาชีวะประมาณครึ่งหนึ่ง จึงจะทำให้มีกำลังคนเพียงพอต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่า มีผู้เข้าเรียนอาชีวะเพียง 27% ทั้งนี้ นับรวมถึงผู้ที่ไม่ได้เรียนสายอาชีวะแท้ แต่ไปเรียนอยู่ในวิทยาลัยอาชีวะด้วย เช่น สาขาด้านการบริหาร ซึ่งหมายความว่า หากนับสายช่างจริงๆ จะมีจำนวนน้อยกว่านั้นมาก กลายเป็นว่าในปัจจุบันเด็กที่เข้าเรียนในการจัดการศึกษาในระบบนั้นมีอนาคตที่ค่อนข้างชัดเจนว่าจะต้องตกงาน และปัญหานี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด

4. คุณภาพอุดมศึกษา/ปริญญาเฟ้อ

มหาวิทยาลัยหลายแห่งเริ่มมีปัญหาเรื่องหาคนเข้าเรียน ทำให้ประสบปัญหาเรื่องความคุ้มทุน นำไปสู่ความจำเป็นที่ต้องดำเนินการด้านการตลาดทุกวิถีทาง และมุ่งเปิดสอนแต่สาขาวิชาที่ทำได้ง่าย ต้นทุนต่ำ และได้เงินเร็ว ซึ่งระบาดไปทุกระดับชั้นปริญญา เรามีบัณฑิตล้นงานในหลายสาขา แต่ขณะเดียวกันก็มีการขาดแคลนในสาขาวิชาที่ยากๆ มหาวิทยาลัยจำนวนมากมุ่งหาเงินจนเป็นระบบการศึกษาเชิงปริมาณ ความจำเป็นที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดเช่นนี้ อาจพอเข้าใจได้สำหรับมหาวิทยาลัยเอกชนซึ่งต้องแบกภาระค่าดำเนินการต่างๆ ด้วยรายได้ที่ต้องหามาเอง

  1. การขาดวิจัยและพัฒนา ขาดนวัตกรรม และปัญหาความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม

ในปี 2548 อาจารย์อุดมศึกษาไทยรวมประมาณ 50,000 คน ตีพิมพ์ผลงานวิจัยเพียง ประมาณ 2,000 ฉบับ ในจำนวนนี้ 90% เกิดมาจากมหาวิทยาลัยเพียง 8 แห่ง ซึ่งหมายความว่ามหาวิทยาลัยที่เหลืออีกร้อยกว่ามหาวิทยาลัยตีพิมพ์เพียง 10% เท่านั้นเอง แต่ถ้าดูในรายละเอียด ยังพบว่าแม้ในมหาวิทยาลัยที่ตีพิมพ์มากที่สุดรวม 8 แห่งนี้ เมื่อเฉลี่ยตามจำนวนอาจารย์แล้ว มีการตีพิมพ์เพียงคนละ 0.12 บทความเท่านั้นเอง ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ อาจารย์ของเขาจะตีพิมพ์คนละไม่ต่ำกว่า 2 ฉบับต่อปี มากกว่าที่ดีที่สุดของเราถึง 20 เท่า